2004/Sep/27

เคยคิดไหม ว่าจะอยู่ไปทำไมชีวิตนี้ เราอยู่ไปเพื่ออะไร? ชีวิตนี้เราต้องการอะไร? ทุกวันนี้เราอยู่ไปวันๆ เพื่ออะไร? มีจุดมุ่งหมายไหม? มีเป้าหมายไหม? เป้าหมายนั้นชัดเจนมากขนาดไหน?

ในบรรดาหนังสือต่างๆ ที่ว่าด้วยความสำเร็จในชีวิต มักจะพูดถึงคำถามนี้เสมอ

ในหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People (โดย Stephen R. Covey) ซึ่งเป็นหนังสือด้านความสำเร็จ เล่มแรกที่ผมอ่าน และแนะนำว่าถ้าใครสนใจจะอ่านหนังสือแนวนี้ ให้อ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรก .. แต่อ่านฉบับภาษาอังกฤษนะครับ ถึงจะดี เพราะเล่มภาษาไทยแปลได้แบบว่าอ่านยากมาก .. ในหนังสือเล่มนี้ จะมีช่วง 3-4 บทแรก ซึ่งผมคิดว่ามีเนื้อหาที่ดีมาก เกี่ยวกับเรื่องดังนี้:

1. เรื่องของ paradigm หรือภาษาไทยแปลออกมาเป็นคำว่า "กรอบความคิด" แต่เพื่อให้อ่านง่ายๆ ผมจะขอแปลเป็น "มุมมอง"
2. Habit 1: Be Proactive หรือผมขอเรียกว่า "มีสติ" หรือ "จงรู้ตัวว่าคุณเลือกได้"
3. Habit 2: Begin with the end in mind "เริ่มต้นด้วยภาพของจุดสิ้นสุดในใจ" หรือ "จงเลือกว่าคุณต้องการจุดสิ้นสุดอย่างไร"
4. Habit 3: First things first "ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญ" หรือ "จงทำตามสิ่งที่คุณเลือก"

จริงๆ ในหนังสือนี้ทั้งเล่ม บทที่สำคัญที่สุด น่าจะเป็น Habit 1 กับ Habit 2 .. แค่สองบทนี้ผมบอกได้เลยว่าเปลี่ยนชีวิตผมไปเลย

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกเมื่อตอนเรียน ปี 2 ซึ่งมันมีผลกับผมอย่างมากคือ ผมรู้สึกว่าผม "มีสติ" มากขึ้นอีกขั้น กว่าที่เคยมีมาก่อนในชีวิต คือรู้สึกว่าอะไรๆ มันชัดใส ชัดเจนขึ้นมาก .. ผมมองเห็นโลกและชีวิตของตัวเองชัดเจนขึ้น

ผมพบว่า หนังสือเล่มนี้ และหนังสือแนวนี้ จริงๆ เนื้อหาข้างใน ส่วนใหญ่มันก็เป็นอะไรที่คนเราก็น่าจะคิดเองได้ ถ้าดูเนื้อหาจริงๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ามันคือ common sense ... แต่เป็น common sense ที่บางทีคนเราก็ลืมคิดไป .. เรื่องง่ายๆ ที่สำคัญ แต่เราลืมคิดไป .. กับอีกจุดนึงคือ มันเป็นการรวบรวม "บทเรียนในชีวิต" จากคนที่ประสบความสำเร็จ(และไม่ประสบความสำเร็จ)ในชีวิตมาแล้ว มาให้เราได้อ่าน ซึ่งชีวิตของคนเรา ก็มักจะมีปัญหาอุปสรรคเรื่องราวต่างๆ ที่คล้ายๆ กัน ดังนั้น "บทเรียนในชีวิต" ก็มักจะหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ ที่ใกล้เคียงกัน ...

จึงเกิดคำถามว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตแบบลองผิดลองถูกไปจนแก่ จนกว่าจะเรียนรู้ชีวิตก็ได้แต่กลับมามองชีวิตตัวเองที่ผ่านๆ มา แล้วพูดกับตัวเองว่า "ไม่น่าเลย" ... กว่าจะมี "บทเรียนในชีวิต" ก็ใช้ไม่ทันแล้ว ไม่มีประโยชน์แล้ว .. อาจจะมีก็คือใช้เอาไปสอนลูกหลานของเรา แต่พวกเขาก็คงเบื่อ ขี้เกียจฟังคนแก่บ่น (เหมือนเราตอนนี้ ฮ่าๆ) ทำไมเราไม่ศึกษาบทเรียนในชีวิตจากคนอื่น จากหนังสือต่างๆ ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อจะได้เอามาช่วยในการดำรงชีวิตตั้งแต่ตอนนี้?

นั่นคือข้อสรุปว่าทำไมผมคิดว่าการอ่านหนังสือแนวการประสบความสำเร็จในชีวิต ถึงมีประโยชน์

ซึ่ง จากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในชีวิตหลายๆ เล่ม ผมก็เริ่มพบ common theme บางอย่าง คืออย่างที่บอกว่า "บทเรียนในชีวิต" ของคนบนโลกนี้ คงไม่หนีกันมาก ดังนั้นในหนังสือด้านการประสบความสำเร็จในชีวิต ก็มักจะมีเนื้อหาไม่หนีกันมากเช่นกัน แต่ แต่ละเล่ม ก็มักจะมีจุดเด่นของมัน มีประเด็นที่น่าสนใจที่แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ .. ก็คงคล้ายๆ กับบทเรียนในชีวิตของคนแต่ละคน ที่อาจแตกต่างกันไป มีจุดที่น่าสนใจต่างๆ กัน แต่ก็มีเรื่องที่เหมือนๆ กันด้วย

และ (กลับไปที่หัวข้อของวันนี้) ผมก็พบว่าเรื่องของ "การตั้งเป้าหมายในชีวิต" หรือเรียกอีกอย่างได้ว่าการ "มีความฝันนำทาง" ซึ่งตรงกับ Habit 2 ในหนังสือ 7 Habits of highly effective people ก็เป็น common theme ที่พบได้บ่อยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง จนเรียกว่าอาจจะเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดเลยก็อาจจะเป็นได้ (ในมุมมองของผม) ...

จริงๆ ตามหนังสือ 7 habits ถ้าดูตามลำดับของบทในหนังสือ ก่อนที่ผู้แต่งเขาจะพูดถึง Habit 2 เขาจะพูดถึงเรื่องของ "กรอบความคิด" กับเรื่องของ "Proactivity (Habit 1)" ก่อน ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงที่เราอาจจะต้องเข้าใจ 2 ประเด็นนี้ ก่อนที่จะเข้าใจ Habit 2

เรื่องของ กรอบความคิด หรือ มุมมอง นั้น Covey ได้กล่าวไว้ว่า คนเราทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว ก็จะต้องผ่านประสบการณ์ในชีวิตที่แตกต่างกันไป ซึ่งมันจะหล่อหลอมให้แต่ละคนมี "กรอบความคิด" หรือ "มุมมอง" ที่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่า ในเรื่องเรื่องเดียวกัน คนสองคนอาจจะมีความคิดเห็นหรือมุมมองไม่เหมือนกัน ซึ่งก็เป็นเพราะประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีคนใดคนหนึ่งถูก และอีกคนนึงผิด เสมอไป แต่มันอาจเป็นการมอง "ความจริง" คนละด้าน เท่านั้นเอง ... มันเป็นเรื่องที่ปกติ ดังจะเห็นได้บนโลกนี้ที่คนไม่เห็นด้วยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งต้นตอก็คือ "กรอบความคิด" ที่เกิดจาก "ประสบการณ์" ที่แตกต่างกัน นั่นเอง

นิสัยของคนเรา คือ เมื่อเราพบคนที่มีความคิดเห็น หรือมุมมอง ที่แตกต่างจากเรา เรามักจะสรุปทันทีเสมอว่า คนนั้น ผิด แน่นอน เราถูกชัวร์ ในขณะที่คนคนนั้นก็คงจะคิดเช่นเดียวกันว่า เขาน่ะ ถูกชัวร์ แต่เราน่ะ ที่มั่ว ... สิ่งที่เราต้องจดจำคือ การที่คนอื่น มีความคิดเห็นต่างจากเรา ไม่จำเป็นว่าเขาจะผิดเสมอไป แต่มันเป็นเพียงมุมมองอีกด้านนึง ของ "ความจริง" เดียวกัน เท่านั้นเอง ... เป้าหมายของเราจึงเป็นการปรับ หรือขยาย "กรอบความคิด" ของเรา หรือ "มุมมอง" ของเรา ให้ครอบคลุม "ความจริง" ให้ได้หลายด้านมากที่สุด .. เปรียบเสมือนว่า กรอบความคิดของเราเป็น "แผนที่" ส่วน "ความจริงทั้งหมดในเรื่องนั้นๆ หรือของชีวิต" เป็นพื้นที่จริงที่แผนที่นั่นเป็นตัวแทน ... ยิ่งแผนที่ของเราถูกต้องแม่นยำเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเข้าใจและสามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางดเดินได้อย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น

นั่นก็คือเนื้อหาของบทที่ว่าด้วยเรื่องของ "กรอบความคิด"

เดี๋ยวคราวหน้า ผมจะต่อเรื่องของ "Habit 1" และ "Habit 2" ในหนังสือ 7 Habits ต่อครับ เพื่อสรุปต่อว่าทำไม "ชีวิตต้องมีความฝันนำทาง"

Comment

Comment:

Tweet


thx ur blog reminds me of these kind of things

ur content is very useful and understanding

i luv ur blog ^^ it should be voted as five stars
double wink
#26 by klungkling (61.90.29.51) At 2010-04-06 11:43,
ขอบใจสำหรับบทความ
#25 by หาเพื่อน (203.144.144.165) At 2010-01-24 16:13,
ดีนะคะบทความนี้ต้องถือว่าผู้เขียนมีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้อย่างดี
#24 by เป้ (202.143.139.118) At 2009-10-27 13:20,
ขอบคุณค่ะ
#23 by โหลดเพลง (124.157.236.250) At 2009-08-28 00:24,
#22 by (202.28.35.1 /10.122.0.76) At 2007-08-30 16:02,
เราสวยนะจะบอกให้
#21 by คุ้นเคย (202.57.178.105) At 2006-12-18 12:11,
#20 by น่ารัก (202.57.178.105) At 2006-12-18 12:10,
#19 by สุดสวย (202.57.178.105) At 2006-12-18 12:10,
Hi! best! :)
#18 by valium (72.36.223.73) At 2006-05-20 11:21,
Very best blog!
#17 by valium (72.36.223.73) At 2006-05-19 18:31,
very best blog!
#16 by paxil cr (72.36.223.73) At 2006-05-07 08:45,
Great site!
#15 by bontril (72.36.223.73) At 2006-05-06 20:18,
Well done
#14 by ultram (72.36.223.73) At 2006-05-05 12:12,
ปไคโฒ๑ฐ๗ควคขค๋กขฅชฅ๓ฅ้ฅคฅ๓ฅทฅ็ฅรฅืคฮฅอฅรฅศฅ๏กผฅฏ มดน๑ECถจตฤฒ๑คฌNPOหกฟอฒฝ1
#13 by tramadol (72.36.223.73) At 2006-04-28 21:23,
Miller I mean the events in this-wait a look at. He sighed bellowed in the damaged French twist showing off
#12 by buy tramadol (72.36.223.73) At 2006-04-16 11:26,
You wouldn't xanax be asking How did not sold and buy xanax online!
#11 by xanax (72.36.223.73) At 2006-04-16 01:04,
Ultram buy ultram order ultram ultram mortgage cheap ultram
#10 by ultram (72.36.223.73) At 2006-04-11 06:21,
Meaning science is the study of how chemical substances!
#9 by buy tramadol (72.36.223.73) At 2006-04-11 02:46,
อืม.. ผมเคยเรียนเรื่อง 7 habits มาเหมือนกันครับ ไม่ได้อ่านเอง .. ไม่อยากบอกว่า เพ่งจะมาเข้าใจมันมากขึ้นเมือตอนอ่านบล็อคของ อาจารย์นนท์ เอง

จารย์นนท์ครับ รับข้าน้อยเป็นศิษย์ด้วยนะค้าบบบบ
#8 by zero At 2006-01-24 11:27,
อ่านแล้วรู้สึกดี ขอบคุณที่เอาสิ่ง ๆ ดี ๆมาเผยแพร่ขอบคุณจริง ๆ
#7 by หวานใจ (202.12.74.8 /unknown) At 2005-12-03 11:10,
เข้าใจชีวิตได้มากขึ้นเยอะเลย
#6 by เจ (210.86.142.46) At 2005-09-13 19:10,
#5 by (203.151.12.67 /192.168.0.24) At 2005-06-09 11:33,
แนวความคิดของแต่ละคนนี่ล่ะคะที่น่าสนใจ บางครั้งเราควรจะเปิดใจฟังคนอื่นบ้าง เพื่อเป็นการเรียนรู้ที่ดีงัยคะ
#4 by SwEetSeA^-^ At 2004-09-28 12:22,
ขอบคุณครับ :) จริงๆ ก็เป็นแนวคิดของคนแต่น่ะครับ แต่ก็ดีใจที่มีคนชอบ
#3 by chanon At 2004-09-28 11:19,
อ่าน blog ที่คุณเขียนแล้ว ความคิดของคุณดีมากนะคะ เห็นด้วยกับที่คุณเขียนว่าเมื่อเราฟังความคิดเห็นของคนอื่น เมื่อของเขาไม่เหมือนกับของเรา แล้วเราก็จะตัดสินว่าเข้าผิด มันอาจจะเป็นเพราะการที่คนเราไม่ยอมรับว่าตนเองผิด หรือการไม่ยอมรับว่าตนเองแพ้ แต่แท้จริงแล้วมุมมองของคนเราก็ต่างกัน เมื่อได้ฟัง ได้เห็น ก็ต้องคิดก่อน ไตร่ตรองก่อนว่าควรจะเชื่อหรือไม่ โดยการใช้เหตุและผลเข้ามาช่วยในการพิจารณา แสดงความคิดเห็นยาวไปหน่อยนะคะ
#2 by SwEetSeA^-^ At 2004-09-28 10:24,
โอ้โหยยย

นับว่าคุณเป็นคนที่มีไอคิว อีคิวสูงมากเลยนะ

ที่อ่านหนังสือพวกนี้ แล้วสามารถนำมาสรุปได้น่ะ

เราอ่านอะไรที่มันเป็นนามธรรมแบบนี้ไม่ได้เลย
พาลจะหลับเอา
#1 by A N E W At 2004-09-27 11:10,