1-Success----------

2005/Jul/20

ผมหายไปไม่ได้ post นาน เป็นเพราะงานแหละครับ แต่ผมก็ยังติดตามอ่าน blog ตปท. ต่างๆ สม่ำเสมอ ช่วงนี้ก็สนใจเกี่ยวกับวิธีการหาเงินใน internet ต่างๆ

ก็มาเจอข่าวของ Blogger มือ Pro ครับ ที่สร้างรายได้จาก Google Adsense ได้ถึงเดือนละ $14,000 (USD) ครับ ก็เลยฝากมาให้ดูกัน

http://www.problogger.net/archives/2005/07/17/problogger-slashdotted/

ว่าแล้วผมก็เตรียมตัวเขียน blog ภาษาอังกฤษบ้าง จะได้ติด Google Adsense อิๆๆๆ

2005/Jun/26

จริงๆ ออกมาหลายวันแล้ว แต่เผื่อใครยังไม่ได้อ่าน

'You've got to find what you love' - Steve Jobs

http://news-service.stanford.edu/news/2005/june15/jobs-061505.html

ผมค่อนข้างประทับใจมาก

แนะนำให้ไปอ่านครับ มันเป็นบทเรียนในชีวิต 3 เรื่อง ที่ Steve Jobs (ผู้ก่อตั้งบริษัท Apple) เขาได้เรียนรู้มาจากชีวิตของเขา

แต่ถ้าขี้เกียจไปอ่าน ผมจะแปลให้อ่านส่วนนึงครับ

ส่วนที่ผมประทับใจสุดคือ

When I was 17, I read a quote that went something like: "If you live each day as if it was your last, someday you'll most certainly be right." It made an impression on me, and since then, for the past 33 years, I have looked in the mirror every morning and asked myself: "If today were the last day of my life, would I want to do what I am about to do today?" And whenever the answer has been "No" for too many days in a row, I know I need to change something.

Remembering that I'll be dead soon is the most important tool I've ever encountered to help me make the big choices in life. Because almost everything - all external expectations, all pride, all fear of embarrassment or failure - these things just fall away in the face of death, leaving only what is truly important. Remembering that you are going to die is the best way I know to avoid the trap of thinking you have something to lose. You are already naked. There is no reason not to follow your heart.

แปลนะครับ

ตอนที่ผมอายุ 17 ผมได้ไปเจอ quote หนึ่งที่เขาพูดประมาณว่า "ถ้าทุกๆ วัน คุณตั้งใจใช้ชีวิตวันนั้น ให้เหมือนกับว่ามันเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ ในที่สุดก็จะมีวันหนึ่งที่ใช่วันสุดท้ายในชีวิตของคุณจริงๆ" คำพูดนี้ฝังใจผมมาตลอด และตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 33 ปี ผมจะมองกระจกทุกเช้าและถามตัวเองว่า "ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตฉัน, ฉันจะอยากทำสิ่งที่ฉันกำลังจะทำวันนี้รึเปล่า?" และเมื่อไหร่ก็ตามที่คำตอบออกมาเป็น "ไม่ใช่" หลายวันติดต่อกัน ผมก็รู้ทันทีว่าต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างในชีวิตแล้ว

การระลึกได้ว่าผมอาจจะตายเร็วๆ นี้ เป็นสิ่งที่ช่วยผมได้ดีที่สุดในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของชีวิต เพราะแทบทุกอย่าง ความคาดหวังจากภายนอกทุกอย่าง ศักดิ์ศรีทุกอย่าง ความกลัวขายหน้าทุกอย่าง ความกลัวที่จะล้มเหลวทุกอย่าง - สิ่งเหล่านี้จะหายไปจากความคิดทันที เมื่อใดที่เราเผชิญหน้ากับความตาย เหลือเพียงแต่สิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง การจดจำได้ว่าคุณจะต้องตาย เป็นทางที่ดีที่สุดที่ผมรู้ที่จะพ้นจากกับดักของความคิดที่ว่าคุณมีอะไรที่จะเสียไปในชีวิตนี้ ชีวิตคุณนั้นเปลือยเปล่าอยู่แล้ว มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ทำตามหัวใจของคุณ

แล้วก็อีกตอนนึง:

Your time is limited, so don't waste it living someone else's life. Don't be trapped by dogma - which is living with the results of other people's thinking. Don't let the noise of other's opinions drown out your own inner voice. And most important, have the courage to follow your heart and intuition. They somehow already know what you truly want to become. Everything else is secondary.

เวลาในชีวิตของคุณนั้นมันจำกัด ดังนั้นอย่าเสียมันไปกับการใช้ชีวิตเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวคุณจริงๆ อย่าติดอยู่ในกรอบของการใช้ชีวิตภายใต้ความคิดของคนอื่น อย่าให้เสียงของความเห็นของคนอื่นดังกลบเสียงข้างในตัวคุณเอง และที่สำคัญที่สุด จงมีความกล้าที่จะทำตามที่หัวใจและความรู้สึกบอก เพราะหัวใจของคุณมันรู้อยู่แล้ว ว่าจริงๆ คุณต้องการจะเป็นอะไร ... สิ่งอื่นใดเป็นเรื่องรองลงมา

ผมรู้สึกว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากครับ

2005/Jun/09

blog นี้ผมเขียนตอบ เรื่อง งานที่ทำอยู่มัน "ไม่ใช่" ของ paepae ครับ

มันคือเรื่องราวของคนคนหนึ่งซึ่ง "ชอบ" คอมพิวเตอร์ และมีความสุขที่จะ "เล่น" มัน "แบบงานอดิเรก" ตั้งแต่เด็ก จนสามารถเรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มาได้อย่างสบายๆ

จนกระทั่งวันที่เขามาทำงานในสายอาชีพนี้ มาทำงานเกี่ยวกับสิ่งที่เขาชอบมานาน เขากลับพบว่าเขาไม่สามารถทนอยู่กับมันได้ ? ... ทำไม ? มันจะเป็นเพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมขอเดาว่ามันไม่ใช่เพราะอยู่ดีๆ เขาไม่ชอบคอมพิวเตอร์ขึ้นมาหรอก ... ผมว่าเป็นเพราะที่ทำงานมันมีแต่งานน่าเบื่อๆ น่ะสิ

ผมเองก็ผ่านความรู้สึกแบบนี้มาเหมือนกัน (แต่ผมทำงานอยู่ที่แรกครบ 1 ปีนะ)

จริงๆ ผมว่าชีวิตโปรแกรมเมอร์ที่ทำงานประจำในไทย มันก็เศร้าๆ เกือบทั้งนั้นแหละ ดูแบบว่าชีวิตน่าเบื่อมากๆ เลย .. ผมก็คนนึงเหมือนกันแหละ ตอนนี้ก็พยายามหาทางหลุดจากตรงนี้เหมือนกัน

แบบว่าบริษัท software ในไทย ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทรับงาน ทำเป็น projectๆ ไป น่าเบื่อมากๆ ปัญหาความมั่วต่างๆ schedule บีบรัด ... ส่วนถ้าไปอยู่แบบฝ่ายIT ก็เป็นชีวิตน่าเบื่อจำเจอีกเช่นกัน ... มันดูแบบว่าไร้ซึ่ง passion สิ้นดี ... นี่มันเป็นความฝันของใครกัน ที่เราต้องมานั่งเขียน code น่าเบื่อๆ อย่างนี้??? ฮาๆ ....

ผมคิดว่าปัญหาของชีวิตโปรแกรมเมอร์ในไทยคือมันต้องทำงานกันในสภาพที่สร้าง passion ให้กับงานได้ยาก .... ผมคิดว่าวิศวกร และ programmer ทุกคน มีจิตวิญญาณของนักสร้าง ... แต่การมาสร้างโปรแกรมตาม requirement ชาวบ้าน มันไม่สามารถตอบสนองจิตวิญญาณความเป็นนักสร้างนั้นได้เลย ... เพราะวิศวกร และโปรแกรมเมอร์ที่มี passion ย่อมต้องการสร้างสิ่งที่มีความหมายมากกว่านั้น ...

อย่าง webmaster champ ที่ทำ website exteen นี้ขึ้นมาเนี่ยแหละ ผมว่าคือตัวอย่างของคนที่เอา passion ตัวเองเป็นแรงผลักดันให้สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นบนโลกนี้ .. เป็นการแสดงออกของจิตวิญญาณนักสร้าง ... ถามว่าถ้า webmaster champ ทำงานประจำ จะมีโอกาสได้สร้าง website แห่งนี้ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำที่ทำอยู่ไหม? ... ไม่น่าจะเป็นไปได้หรอกครับ

ผมรู้สึกว่าน้อยครั้งมาก ที่งานประจำจะสามารถมอบโอกาสให้เราได้ทำสิ่งที่เราฝัน น้อยครั้งที่มันจะทำให้เราสามารถปลดปล่อยตัวตนและศักยภาพที่แท้จริงของเรา ... คนที่โชคดีได้ทำงานประจำที่ตรงกับความฝันของตัวเองทุกด้าน คงจะเป็นส่วนน้อยมากๆ

ดังนั้นพอมาถึงจุดหนึ่ง ผมจึงเข้าใจว่า เราถามตัวเองดีกว่า ว่าอยากจะทำอะไร อยากจะสร้างอะไร

ถามตัวเอง ว่าความฝันของเราคืออะไร

แล้วก็ตั้งใจมุ่งไปทางนั้น ...

แล้วผมจึงมองว่า งานประจำมันอาจจะไม่ใช่เป้าหมายปลายทางของเรา แต่มันก็สามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งที่อาจช่วยเราได้ในการสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ หรือเครือข่ายคนรู้จัก เพื่อสร้างความฝันของเราได้